ใน S&P 500 มีหุ้นราว 500 ตัว แต่หุ้นไม่ถึง 10 ตัวมีน้ำหนักรวมกันเกินหนึ่งในสามของดัชนี การรู้ว่าหุ้นเหล่านี้คือใครจึงช่วยให้อ่านตลาดได้ดีขึ้นมาก
10 อันดับหุ้นน้ำหนักสูงสุด (ข้อมูลราว มิ.ย. 2026)
| อันดับ | บริษัท | ธุรกิจหลัก | น้ำหนักโดยประมาณ |
|---|---|---|---|
| 1 | Nvidia | ชิปประมวลผล AI และกราฟิก | 7.5% |
| 2 | Apple | iPhone, Mac และบริการ | 6.6% |
| 3 | Alphabet | Google, YouTube, คลาวด์ | 5.8% |
| 4 | Microsoft | ซอฟต์แวร์, คลาวด์ Azure | 4.3% |
| 5 | Amazon | ค้าปลีกออนไลน์, คลาวด์ AWS | 3.6% |
| 6 | Broadcom | ชิปและซอฟต์แวร์องค์กร | 2.8% |
| 7 | Micron Technology | ชิปหน่วยความจำ | 2.0% |
| 8 | Meta Platforms | Facebook, Instagram, WhatsApp | 1.9% |
| 9 | Tesla | รถยนต์ไฟฟ้า, พลังงาน | 1.8% |
| 10 | Eli Lilly | ยาและเวชภัณฑ์ | 1.5% |
10 อันดับแรกรวมกันราว 38% ของดัชนี เพิ่มขึ้นจากราว 23% ในปี 2019 น้ำหนักเหล่านี้เปลี่ยนตามราคาหุ้นทุกวัน
Magnificent 7 คือใคร
ชื่อเล่นของหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ 7 ตัว ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, Nvidia, Meta และ Tesla กลุ่มนี้เป็นตัวขับเคลื่อนผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากกระแส AI
ทำไมต้องสนใจหุ้นกลุ่มนี้
- งบการเงินของหุ้นกลุ่มนี้คือข่าวใหญ่ วันประกาศผลประกอบการของ Nvidia หรือ Apple สามารถทำให้ทั้งตลาดขึ้นหรือลงได้
- ดัชนีขึ้น ไม่ได้แปลว่าหุ้นส่วนใหญ่ขึ้น บางวันดัชนีบวกเพราะหุ้นใหญ่ไม่กี่ตัว ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ลดลง นักวิเคราะห์เรียกว่า "ความกว้างของตลาด (Market breadth) แคบ"
- ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว ถ้าธุรกิจ AI ชะลอตัว หุ้นกลุ่มนี้อาจลงพร้อมกัน คนที่คิดว่าซื้อกองทุน S&P 500 แล้วกระจายความเสี่ยงดีแล้ว อาจมีสัดส่วนในหุ้นเทคโนโลยีสูงกว่าที่คิด
ทางเลือกสำหรับคนที่กังวลเรื่องการกระจุกตัวคือดัชนีแบบ Equal Weight ที่ให้ทุกบริษัทมีน้ำหนักเท่ากัน
อ่านต่อ: 11 กลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้น
บทความนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขและข้อมูลเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ควรตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลทางการก่อนตัดสินใจ