ดัชนีหุ้น (Stock Index) คือตัวเลขที่สรุปราคาหุ้นกลุ่มหนึ่งให้เหลือค่าเดียว ทำให้รู้ได้ทันทีว่าวันนี้ตลาด "ขึ้น" หรือ "ลง" โดยไม่ต้องดูหุ้นทีละตัว
ดัชนีหลักของสหรัฐฯ
| ดัชนี | จำนวนหุ้น | วิธีถ่วงน้ำหนัก | สะท้อนอะไร |
|---|---|---|---|
| S&P 500 | ประมาณ 500 บริษัทใหญ่ | ตามมูลค่าตลาด | ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ดีที่สุด |
| Nasdaq-100 | 100 บริษัทใหญ่ใน Nasdaq ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน | ตามมูลค่าตลาด (มีการจำกัดน้ำหนัก) | หุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต |
| Nasdaq Composite | หุ้นทุกตัวใน Nasdaq (หลายพันตัว) | ตามมูลค่าตลาด | ตลาด Nasdaq ทั้งหมด |
| Dow Jones Industrial Average | 30 บริษัทชั้นนำ | ตามราคาหุ้น | ดัชนีเก่าแก่ที่สุด เริ่มปี 1896 |
| Russell 2000 | ประมาณ 2,000 บริษัทขนาดเล็ก | ตามมูลค่าตลาด | หุ้นเล็กที่พึ่งเศรษฐกิจในประเทศ |
ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด vs ตามราคา
- ตามมูลค่าตลาด (S&P 500, Nasdaq) บริษัทยิ่งใหญ่ยิ่งมีผลต่อดัชนีมาก ถ้า Nvidia หรือ Apple ขยับแรง ดัชนีก็ขยับตาม
- ตามราคา (Dow Jones) หุ้นที่ราคาต่อหุ้นสูงมีผลมากกว่า ไม่ว่าบริษัทจะใหญ่แค่ไหน เป็นวิธีแบบดั้งเดิมที่นักวิเคราะห์มองว่าสะท้อนตลาดได้น้อยกว่า
S&P 500 คัดเลือกหุ้นอย่างไร
S&P 500 ไม่ได้เลือก 500 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดแบบอัตโนมัติ แต่มี คณะกรรมการ ของ S&P Dow Jones Indices พิจารณาตามเกณฑ์ เช่น ขนาดบริษัท สภาพคล่อง สัดส่วนหุ้นที่ซื้อขายได้จริง และต้องมีกำไรสะสมเป็นบวก การได้เข้าดัชนีมักทำให้หุ้นขึ้น เพราะกองทุนดัชนีต้องซื้อตาม
ดัชนีอื่นที่ควรรู้จัก
- VIX หรือ "ดัชนีความกลัว" คำนวณจากราคาออปชันของ S&P 500 ถ้า VIX พุ่ง แปลว่าตลาดกังวลมาก
- ดัชนีรายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มธนาคาร ช่วยดูว่าเงินกำลังไหลเข้ากลุ่มไหน อ่านต่อ 11 กลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้น
ลงทุนในดัชนีได้ไหม
ซื้อดัชนีตรงๆ ไม่ได้ แต่ซื้อ กองทุนดัชนี หรือ ETF ที่ลอกเลียนดัชนีได้ เป็นวิธีที่นิยมสำหรับการลงทุนระยะยาว เพราะกระจายความเสี่ยงในหุ้นหลายร้อยตัวด้วยค่าธรรมเนียมต่ำ
แหล่งข้อมูล
บทความนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขและข้อมูลเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ควรตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลทางการก่อนตัดสินใจ